วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2559

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการตัดต่อวีดีโอ

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการตัดต่อวีดีโอ

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการตัดต่อวีดีโอ  (Ulead Video Studio)

 ในบทความนี่จะเป็นการพูดถึงความรู้เบื้องต้นที่จำเป็นในการตัดต่อวิดีโอ(video) คือจะพูดถึงขั้นตอนในการตัดต่อวิดีโอว่ามีอะไรบ้างเอาแบบคร่าวๆ ไม่ลงรายละเอียดมากนัก ก่ิอนอื่นต้องขอทำความเข้าใจก่อนนะว่า การตัดวิดีโอในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องที่ทำยากอีกต่อไปแล้วและก็จะดูเหมือนว่าใครๆก็สมารถตัดต่่อวิดีโอได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งโปรแกรมที่ใช้ในการตัดต่อวิดีโอ เช่่น Ulead VideoStudio เป็นต้น เอาละเราจะมาพูดถึงขั้นตอนในการตัดต่อวิดีโอว่าเขาทำกันอย่างไรก่อนนะครับขั้นตอนแรกเลยก่อนที่คุณจะตัดต่อวิดีโอ แน่นอนเลยคุณต้องมีวิดีโอก่อน วิดีโอที่คุณจะหามาตัดต่อนั้นก็จะนำมาจากที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายวิดีโอตัวโปรด จากแผ่นซีดีที่หามาได้หรือจากการดาวน์โหลดมาจากอินเตอร์เน็ตเหล่านั้นแล้วแต่ความสะดวกของคุณ ทุกวันนี้คงไม่มีใครใช้เทปกันแล้วนะครับ แหล่งวิดีโอที่คุณนำมานั้นมันอาจจะแบ่งออกเป็นสองลักษณะดัวยกันคือ วิดีโอที่เป็นแบบดิจิตอลและวิดีโอที่เป็นแบบอนาล็อก หากเป็นวิดีโอที่เป็นแบบดิจิตอลก็สบายหน่อย เพราะคุณแทบจะไม่ได้ทำอะไรกับมันเลยก็แค่นำวิดีโอเหล่านี้เข้าไปเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ก็พร้อมใช้งานได้แล้ว ส่วนถ้าเป็นอนาล็อกคุณต้องแปลงให้มันเป็นแบบดิจิตอลก่อนโดยใช้การ์ดจับวิดีโอซึ่งหาซื้อได้ทั่วไปนะครับ เมื่อคุณได้วิดีโอมาแล้วคือได้มาเก็บไว้ในเครื่องของคุณแล้วนะครับเก็บไว้ในฮาร์ดดิสของคุณนะ โดยส่วนใหญ่ถ้าคุณนำวิดีโอมาจากกล้องถ่ายวิดีโอของคุณ คุณควรทำให้มันเป็นไฟล์แบบ AVI เพราะมันจะสะดวกสำหรับการนำไปตัดต่อ เอาละหลังจากได้วิดีโอมาแล้วขั้นตอนต่อไปก็คือการตัดต่อวิดีโอใคอมพิวเตอร์ของคุณ โดยใช้โปรแกรมต่างๆที่ใช้ในการตัดต่อวิดีโอ มันก็มีอยู่ไม่กี่โปรแกรมหรอกครับที่ดังๆ เช่น Ulead VideoStudio และก็ Adobe Premiere ซึ่งหากจะพูดถึงเรื่องของประสิทธิภาพแล้วมันก็คงไม่ต่างอะไรกันมากมายเท่าไรนักแต่โปรแกรม Adobe Premiere จะดูเป็นมืออาชีพมากกว่าแค่นั้นเอง แต่ในที่นี้ผมขอแนะนำให้ผู้เริ่มต้นหัดตัดต่อวิดีโอใช้โปรแกรม Ulead VideoStudio ซึ่งมีความง่ายกว่า Adobe Premiere แต่ความสามารถของมันไม่ได้น้อยหน้ากันเลย Ulead Video Studio ยังมีความสามารถให้คุณทำวิดีโอตามที่คุณต้องการ ตัดต่อ ใส่เสียง ให้ข้อความ ใส่เอฟเฟคต่างๆ ได้อย่างมืออาชีพ แต่ก็ใช่ว่า Ulead Video Studioจะเป็นโปรแกรมที่ตัดต่อวิดีโอที่จะนำไปออกอากาศได้นะครับ ถ้าจะทำขนาดนั้นคุณควรใช้Adobe Premiere แล้วละ เอาล่ะสำหรับผู้เริ่มต้นควรเริ่มที่โปรแกรมUlead Video Studio ต่อไปก็เป็นเรื่องของคอมพิวเตอร์ที่จะใช้ในการตัดต่อวิดีโอแน่นอนคอมพิวเตอร์ของคุณควรจะมี Ram และ CPU ไม่ต่ำกว่า 1 GB รวมถึงฮาร์ดก็น่าจะให้มีความจุมากกว่า 80 GB ส่วนอุปกรณ์ต่างๆก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรแล้วนะครับ ผมคิดว่าคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันก็มีสเปกเครื่องกันสูงๆทั้งนั้น เราไม่ควรจะมาคุยกันเรื่องประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำไป หลังจากคุณตัดต่อวิดีโอเสร็จสิ้นและพอใจแล้วขั้นตอนสุดท้ายคือการสร้างวิดีโอออกมาใช้งาน คุณอาจจะทำเก็บไว้ในเครื่องไว้ดูเล่นหรือทำเป็นแผ่น vcd dvd ใว้แจกจ่ายให้กับคนอื่นทั้งหมดนี้โปรแกรม Ulead Video Studio สามารถทำให้คุณได้อย่างสบายสุดท้ายหากเครื่องขอใครยังไม่มีโปรแกรม ก็สามารถหาโหลดได้จากอินเตอร์เน็ตซึ่งมีมายมาย ปัจจุบันเป็น Ulead Video Studio 11 แล้ว หรือสามารถดาวน์โหลดได้จากลิงค์ด้านล่างนี้
ที่มา http://ponpimonnamdee.blogspot.com/p/blog-page_9735.html

วิธีการตัดต่อวีดีโอโดยใช้ Ulead

                       การตัดต่อและแก้ไขไฟล์วีดีโอ (Edit)




สำหรับงานตัดต่อและแก้ไขไฟล์วีดีโอ เพื่อให้ผลงานของเราที่ตัดต่อออกมาน่าสนใจนั้น ไม่ใช้เรื่องอยาก เพียงจัดเรียงขั้นตอนให้ถูกต้อง ไม่สับสนย้อนไปย้อนมาก็พอแล้ว รวมไปถึงการตัดต่อวีดีโอในช่วงเวลาที่ไม่ต้องการออก สุดท้ายเป็นการใส่ลูกเล่นด้วย Transition และ Filter หึคลิปวีดีโอ เท่านี้งานของคุณก็น่าดูน่าชมแล้ว

   1. การเรียกไฟล์วีดีโอเข้ามาใช้ใน Project Timeline 
หลังจากที่เราได้เพิ่มไฟล์มีเดีย เช่น วีดีโอและภาพนิ่งเข้ามาในส่วนของ Library แล้ว ต่อไปแล้วจะนำไฟล์มีเดียมาใช้งานในส่วนของ Project Timeline ตามลำดับเรื่องราวที่ต้องการ เริ่มจากไฟล์วีดีโอหรือรูปภาพนิ่งก็ได้ เพียงเปลี่ยนโหมดการเลือกจากส่วนของ Library



     
 2.การกำหนดค่าต่างๆ ในส่วนของ Options Panel
การกำหนดค่าต่างๆ ในส่วนของ Options Panel นั้นจะแตกต่างกันไปในการเลือกไฟล์มีเดียเข้ามาใช้ เช่น คลิปวีดีโอ ก็จะต้องไปกำหนดในแท็บของ Video สำหรับภาพนิ่งต้องไปกำหนดในแท็บของ Image แต่การที่จะกำหนดได้ จำเป็นต้องดึงไฟล์มีเดียมาลงในส่วนของ Project Timeline ก่อนเสมอ
        แท็บ Video
เมื่อคลิกที่คลิปวีดีโอส่วนของ Project Timeline แล้ว แท็บ Options Panel จะแสดงแท็บ Video

            แท็บ Image
    เมื่อคลิกที่ภาพนิ่งในส่วน Project Timeline แล้ว แท็บ Options Panel จะแสดงแท็บ Image
       

     แท็บ Color
    เมื่อคลิกที่ภาพสีในส่วนของ Project Timeline แล้วแถบ Options Panel จะแสดงแท็บ Color ขึ้นมาให้กำหนดค่าดังนี้

         
         
         แท็บ Attribute
    
     เมื่อคลิกที่คลิปวีดีโอในส่วนของ Project Timeline แล้วคลิกแท็บ Attribute แล้วลาก Filter จากส่วนของ Library มาวางไว้ในคลิปดังกล่าว จากนั้นให้กำหนดค่าต่างๆ ในแท็บของ Attribute ดังนี้



       3.การจัดเรียงคลิปวิดีโอ
    เมื่อเรานำคลิปวีดีโอมาวางบน  Project Timeline  บางครั้งเราอาจจัดวางผิดตำแหน่ง เราสามารถที่จะจัดเรียงลำดับคลิปวีดีโอที่จัดวางไปแล้วใหม่ดังนี้   


  4.การลบคลิปวีดีโอ

    ถ้าหากเรานำคลิปวีดีโอ  ภาพนิ่ง  หรือภาพสีมาวางผิด  ก็สามารถที่จะลบจากส่วน  Project Timeline  ได้  วิธี  คือ  การลบออกจาก  Project Timeline  และการลบออกจาก  Library

                    วิธีที่  1  ลบออกจาก  Project Timeline

                    คลิกขาวบนคลิปวีดีโอที่ต้องการลบ  แล้วคลิกเลือก  Delete  หรือจะลบโดยการกดปุ่ม  <Delete>  บนคีย์บอร์ดก็ได้  คลอปวีดีโอจะถูกลบออกจาก  Project Timeline โดยทันที่



                         วิธีที่  2  ลบออกจาก  Library

                    การลบคลิปวีดีโอจาก  Library  สมารถทำได้โดยคลิกขาวบนวีดีโอที่ต้องการลบ  แล้วเลือก  Delete ยื่นยันการลบด้วยการคลิกปุ่ม  OK  คลิปสีดีโอนั้นจะถูกลบออกจาก  Library  โดยทันที่  แต่คลิปวีดีโอนั้นยังถูกเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์



   5.การตรวจสอบคุณสมบัติของคลิปวีดีโอ

    คลิปวีดีโอที่ได้มานั้นอาจมีความแตกต่างกันทั้งความคมชัดและรูปแบบของไฟล์  ในหัวข้อนี้  เราจึงมาตรวจสอบรายละเอียดต่างๆ  ของคลิปวีดีโอกัน


   6.เทคนิคการตัดต่อวีดีโอ
    การตัดต่อวีดีโอนั้นนิยมตัดต่อกัน  2  แบบ คือ  แบบแรกตัดส่วนที่ไม่ต้องการทิ้ง  ส่วนแบบที่สองตัดออกเป็นส่วนๆ  เพื่อแยกคลิปวีดีโอที่ยาวๆ  ให้สั้นลง  จึงง่ายสำหรับนำไปตัดต่อ
                    1)การตัดวีดีโอส่วนที่ไม่ต้องการ
                    ขั้นตอนการตัดวีดีโอแบบตัดส่วนที่ไม่ต้องการออกไปนั้น  ส่วนมากแล้วจะตัดส่วนที่เริ่มต้น  เช่น  หัวม้วนเทป  และตัดส่วนปลาย  เช่น  ปลายม้วนเป็นเทปเก่าติดงานอื่นอยู่  ดังนั้น  จึงจำเป็นต้องตัด  2  ส่วนออก
                    2)การตัดวีดีโอออกเป็นส่วนๆ 
                    การตัดวีดีโอออกเป็นส่วนๆ  หัวใจหลักเป็นการแบ่งซอยคลิปวีดีโอที่มีความยาวมากๆ  ออกโดยการใช้เครื่องมือ  Cut  Clip  ซึ่งมีสัญลักษณ์เหมือนกรรไกร  เพื่อให้ง่ายในการนำคลิปย่อยดังกล่าวไปใช้ในงานตัดต่อ

    7.การแยกเสียงออกจากคลิปวีดีโอ
    โปรแกรม  VideoStudio  Editor  มีความสมรถในการแยกเสียงออกจากคลิปวีดีโอ  ซึ่งเป็นผลดีมากสำหรับงานตัดต่อที่ต้องการนำเสียงออกมาปรับแต่งเพิ่มเติมซึ่งจะช่วยให้เสียงที่ได้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น  ให้เลือกคลิปวีดีโอ  แล้วแยกเสียงออกจากคลิปวีดีโอโดยใช้คำสั่ง  Split  Audio
    8.การแบ่งวีดีโอออกเป็น  Scene
    Scene  คือ  การแบ่งวีดีโอจากการถ่ายทอดเป็นหลายๆ คลิป  เช่น  ถ้าถ่ายวี    ดีโอเพื่อนๆ แล้ว  กดปุ่ม  Record  เพื่อหยุด หลังจากนั้นก็เปลี่ยนไปถ่ายวิวทัศน์ต่อ  ซึ่งส่วนนี้โปรแกรมจะแบ่งออกเป็น  2  ส่วน  หรือเรียกว่า  2  Scene  นั่นเอง

    9.การกำหนดความเร็วในการแสดงผลวีดีโอ

    งานตัดต่อวีดีโอบางครั้งก็ต้องเพิ่มลูกเล่นให้บ้าง  เพื่อให้ภาพรวมดูแล้วออกมาสนุกหรือสร้างบรรยากาศให้ดูโรแมนติก ที่กล่าวไปถ้าจะให้สนุกก็จะต้องเพิ่มความเร็วให้กับคลิปวีดีโอ  แต่ถ้าสร้างบรรยากาศโรแมนติกก็จะต้องลดความเร็วให้คลิปวีดีโอ
  •      การกำหนดความเร็วในการแสดงผลวีดีโอ

ในหัวข้อนี้จะมาลดความเร็วในการแสดงผล  ให้คลิปวีดีโอนี้ขี่จักรย่านแบบช้าๆ  ก็จะได้อารมณ์โรแมนติกไปอีกแบบ


10.การบันทึกคลิปวีดีโอจากการติดต่อ
เมื่อเราได้ตัดต่อหรือเปลี่ยนแปลงค่าต่างๆ  ของคลิปวีดีโอไปแล้วพอสมควร  ขั้นตอนต่อไปที่จำเป็นต้องทำ  คือ  การบันทึกคลิปวีดีโอส่วนที่แก้ไขไปแล้วเก็บไว้ก่อน  เราสามารถทำได้โดย 
  • การบันทึกวีดีโอจากการตัดต่อ
http://itsompean.blogspot.com/p/2-edit.html

โปรแกรม Ulead

ความหมายของ โปรแกรม Ulead Video Studio เบื้องต้น


      ในปัจจุบันงานวิดีโอได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรามากขึ้น ด้วยความสามารถของงานทางด้านมัลติมีเดีย ที่ทำให้การนำ
เสนองานของเราน่าสนใจแล้ว ราคากล้องวิดีโอก็ราคาถูกลงมามากและหาซื้อได้ไม่ยาก พร้อมกับโปรแกรมที่ใช้ในการตัดต่อ
วิดีโอก็มีให้เลือกใช้มากมายและก็ไม่ยากจนเกินไปที่จะเรียนรู้ สำหรับสื่อนี้จะขอนำเสนอการตัดต่อด้วยโปรแกรม 
Ulead Video Studio 8 เพื่อเป็นพี้นฐานในการตัดต่อ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ดังนี้

ประโยชน์ของงานวิดีโอ
1. แนะนำองค์กรและหน่วยงาน การสร้างงานวิดีโอเพื่อแนะนำสถานที่ต่างๆ หรือในการนำเสนอข้อมูลภายในหน่วยงาน
และองค์กร เพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับผู้ชมผู้ฟังและยังก่อให้เกิดความเข้าใจในตัวงานได้ง่ายขึ้น
2. บันทึกภาพความทรงจำ และเหตุการณ์สำคัญต่างๆ เช่น การเดินทางไปท่องเที่ยวในทฃสถานที่ต่างๆ งานวันเกิด 
งานแต่งงาน งานรับปริญญางานเลี้ยงของหน่วยงานหรือองค์กร ซึ่งเดิมเราจะเก็บไว้ในรูปแบบภาพนิ่ง
3. การทำสื่อการเรียนการสอน คุณครูสามารถสร้างสื่อการสอนในรูปแบบวิดีโอไว้นำเสนอได้หลายรูปแบบ เช่น เป็นวิดีโอ
โดยตรง เป็นภาพวิดีโอประกอบในโปรแกรม POWER POINT เป็นภาพวิดีโอประกอบใน Homepage และอื่นๆ
4. การนำเสนอรายงาน วิทยานิพนธ์ และงานวิจัยต่างๆ ซึ่งปรับเปลี่ยนการนำเสนองานจากรูปแบบเดิม ที่เป็นเอกสารภาพ
ประกอบ แผ่นชาร์จแผ่นใส ให้ทันสมัยเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
5. วิดีโอสำหรับบุคคลพิเศษ บุคคลสำคัญในโอกาสพิเศษ อาจหมายถึง วิทยากรที่เชิญมาบรรยาย ผู้จะเกษียณอายุจากการ
ทำงาน เจ้าของวันเกิดคู่บ่าวสาว โอกาสของบุคคลที่ได้รับรางวัลต่างๆ
ที่กล่าวมานี้คือส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้เรามองเห็นความสำคัญของงานวิดีโอมากขึ้น และได้รู้ว่าการทำวิดีโอไม่ได้ลงทุนมากและยุ่งยากอย่างที่คิดจากประสบการณ์ในการทำงานวิดีโอ สรุปได้ว่าวิดีโอที่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินลงทุนที่ใช้ แต่ขึ้นอยู่กับความปราณีต และความคิดสร้างสรรค์

แนวคิดในการสร้างวิดีโอ
ก่อนที่ลงมือสร้างผลงานวิดีโอสักเรื่อง จะต้องผ่านกระบวนการคิด วางแผนมาอย่างรอบครอบ ไม่ใช่ไปถ่ายวิดีโอแล้วก็นำมาตัดต่อเลย โดยไม่มีการคิดให้ดีก่อนที่จะถ่ายทำ เพราะปัญหาที่มักเกิดขึ้นเสมอก็คือการที่ไม่ได้ภาพตามที่ต้องการ เนื้อหาที่ถ่ายมาไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการนำเสนอ ในที่นี้ขอแนะนำแนวคิดในการทำงานวิดีโออย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามความต้อง
การ จะไม่ต้องมาเสียเวลาแก้ไข้ภายหลัง โดยมีลำดับแนวคิดของงานสร้างวิดีโอเบื้องต้น ดังนี้


1. เขียน Storyboard
สิ่งแรกที่เราควรเรียนรู้ก่อนสร้างงานวิดีโอ ก็คือ การเขียนStoryboard คือ การจินตนาการฉากต่างๆ ก่อนที่จะถ่ายทำจริง
ในการเขียน Storyboard อาจวิธีง่ายๆ ไม่ถึงขนาดวาดภาพปรกอบก็ได้ เพียงเขียนวัตถุประสงค์ของงานให้ชัดเจนว่าต้อง
การสื่ออะไรหรืองานประเภทไหน จากนั้นดูว่าเราต้องการภาพอะไรบ้าง เขียนออกมาเป็นฉาก เรียงลำดับ 1, 2, 3,.......

2. เตรียมองค์ประกอบต่างๆ ที่ต้องใช้ 
ในการทำงานวิดีโอ เราจะต้องเตรียมองค์ประกอบต่างๆ ให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นไฟล์วิดีโอ ไฟล์ภาพนิ่ง ไฟล์เสียง หรือ
ไฟลดนตรี

3. ตัดต่องานวิดีโอ
การตัดต่อคือการนำองค์ประกอบต่างๆ ที่เตรียมไว้มาตัดต่อเป็นงานวิดีโอ งานวิดีโอจะออกมาดีน่าสนใจเพียงใดขึ้นอยู่กับ
การตัดต่อเป็นสำคัญ ซึ่งเราจะต้องเรียนรู้การตัดต่อในบทต่อไปก่อน

4. ใส่เอ็ฟเฟ็กต์/ตัดต่อใส่เสียง
ในขั้นตอนการตัดต่อ เราจะต้องตกแด่งงานวิดีโอด้วยเทคนิคพิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นสี การใส่ข้อความ หรือเสียง
ดนตรี ซึ่งจะช่วยให้งานของเรามีสีสัน และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

5. แปลงวิดีโอ เพื่อนำไปใช้งานจริง
ขั้นตอนการแปลงวิดีโอเป็นขั้นตอนสุดท้าย ในการทำงานวิดีโอที่เราได้ทำเรียบร้อยแล้วนั้นไปใช้งาน โปรแกรม Ulead Video Studio 8สามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็น VCD, DVD หรือเป็นไฟล์ WMV สำหรับนำเสนอทางอินเทอร์เน็ต

อุปกรณ์ในการตัดต่อวิดีโอ1. เครื่องคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์เป็นอุปกาณ์ชิ้นแรกที่จำเป็นต้องมี ปัจจุบัน
เทคโนโลยีก้าวหน้าไปไกล ทำให้เราสามารถมีเครื่อง
คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงในราคาประหยัด สำหรับ
เครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับการตัดต่อควรมีสเป็คเครื่อง
ขั้นต่ำ ดังนี้
* ซีพียู แนะนำ Pentium 4 ความเร็ว 1 GHz ขึ้นไป
* แรมหรือหน่วยความจำ ขนาด 512 MB ขึ้นไป
* ฮาร์ดดิสก์ 80 GB ซึ่งปัจจุบันเครื่องคอมพิวเตอร์
มีความจุ ฮาร์ดดิสก์มากพออยู่แล้ว 
* ระบบปฏิบัติการ แนะนำให้ใช้ Windows XP/2000




2. กล้องถ่ายวิดีโอ
กล้องถ่ายวิดีโอ มีหลายประเภท หลายรูปแบบ แต่ในที่จะ
กล่าวถึงการใช้งานเฉพาะกล้องถ่ายวิดีโอแบบดิจิตอล หรือ
กล้องดิจิตอลแบบ MiniDV





3. Capture Card (การ์ดแคปเจอร์ หรือการ์ดจับภาพวิดีโอ)
เนื่องเราไม่สามารถนำภาพวิดีโอที่อยู่ ในกล้องวิดีโอมาใช้กับ
เครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง ดังนั้นเราจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ ที่
เรียกว่าการ์ดแคปเจอร์ หรือการ์ดจับภาพวิดีโอ ช่วยเปลี่ยน
เสมือนเป็นสื่อกลางในการส่งถ่ายข้อมูล จากกล้องมายังเครื่อง
คอมพิวเตอร์นั้นเอง และแคปเจอร์ หรือการ์ดจับภาพวิดีโอ 
ก็มีหลายรูปแบบเช่นกัน 



4. ไดรว์สำหรับเขียนแผ่น CD หรือ DVD
อุปกรณ์นี้จำเป็นต้องมีหากเราต้องการสร้างงานให้อยู่ในรูปแบบ VCD หรือ DVD ซึ่งในปัจจุบันก็หาซื้อได้ไม่ยาก ราคาก็ไม่แพง




5. แผ่น CD สำหรับบันทึกข้อมูล
แผ่น CD-R (CD-ReWrite หรือ CD Record) ใช้สำหรับ
บันทึกข้อมูลทั่วไป เช่น ข้อมูลต่างๆ โปรแกรมเพลง รูปภาพ 
และภาพยนตร์ สามารถเขียนหรือบันทึกข้อมูลได้เพียงครั้งเดียวจนกว่าจะเต็มแผ่น 




แผ่น CD-RW (CD-Write) ใช้สำหรับบันทึกข้อมูลทั่วไป
เช่นเดียวกับแผ่น CD-R แต่มีความพิเศษกว่าตรงที่สามารถที่จะ
เขียนหรือบันทึกซ้ำ และลบข้อมูลที่เขียนไปแล้วได้ 


6. ดีวีดีอาร์ดับบลิวไดรว์
ดีวดีดีอาร์ดับบลิวไดรว์ (DVD+-RW drive) ก็คล้ายกับ
ซีดีอาร์ดับบลิวไดรว์นั่นเอง คือสามารถอ่านและขียนแผ่นดีวีดี
แบบพิเศษ คือแผ่น DVD+-R และแผ่น DVD+-RW ได้





รูปแบบของแผ่นดีวีดี
แผ่นดีวีดีอาร์
ดีวีดีอาร์ (DVD+R : Digital Versatile Disc-Recordable) 
เป็นแผ่นดีวีดีที่ผู้ใช้สามารถบันทึก หรือเขียนข้อมูลลงไปได้ครั้งเดียว จนกว่าจะเต็มแผ่น มีให้เลือกแบบด้านเดียว และ 2 ด้าน 
ในความจุด้านละ 4.7 GB แผ่น ประเภทนี้ยังแบ่งออกเป็น 2 
มาตรฐาน (จาก 2 ค่าย) คือ แผ่น DVD-R DVD+R





แผ่นดีวีดีอาร์ดับบลิว
ดีวีดีอาร์ดับบลิว (DVD+RW : Digital Versatile Disc-Re-recordable) เป็นแผ่นดีวีดีที่ใช้เขียน และลบข้อมูลได้
หลายครั้งมีความจุ 4.7 GB
ที่มา http://ponpimonnamdee.blogspot.com/p/ulead-video-studio.html

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ระดับของสารสนเทศ

                   ระดับของสารสนเทศ 




        ปัจจุบันข้อมูลและสารสนเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสังคมในยุคปัจจุบันถือได้ว่าเป็นสังคมฐานความรู้ (Knowledge-based Society) กล่าวคือ คนในสังคมใช้ข้อมูลและสารสนเทศในการตัดสินใจ มีการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสารสนเทศจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสูงขึ้น ทั้งนี้เพราะสารสนเทศเป็นสิ่งที่ช่วยให้การตัดสินใจของผู้ใช้มีความแม่นยำ ให้นักเรียนลองจินตนาการดูว่า หากนักเรียนต้องการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยการเดินเข้าไปที่ร้านและเลือกพิจารณาคอมพิวเตอร์ทีละยี่ห้อเพื่อเปรียบเทียบด้วยตนเองนั้น นักเรียนคงต้องใช้เวลาเป็นวันในการเทียบเคียงข้อมูล แต่ปัจจุบันหากนักเรียนต้องการข้อมูลเพื่อตัดสินใจซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ เพียงแต่เข้าอินเทอร์เน็ต นักเรียนจะพบว่ามีหลายเว็บไซต์ที่ให้นักเรียนกรอกความต้องการการใช้งานเครื่อง แล้วเว็บไซต์จะประมวลผลและนำเสนอเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีคุณลักษณะและรุ่นใกล้เคียงกับความต้องการได้เพียงเสี้ยววินาที ซึ่งนี่เป็นแค่ตัวอย่างของการใช้งานสารสนเทศของผู้ใช้เป็นรายบุคคลเท่านั้น ปัจจุบันหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ได้นำสารสนเทศมาใช้ในการตัดสินใจมากขึ้น ซึ่งระดับของสารสนเทศเป็นระดับของการเกี่ยวข้องกับสารสนเทศ มีอยู่ด้วยกัน 3 ระดับ ดังนี้ 

1. ระดับบุคคล 

            ระดับของการเกี่ยวข้องกับสารสนเทศในระดับบุคคลนั้น จะเป็นการที่แต่ละบุคคลในองค์กรจะสร้างและใช้สารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานส่วนตัวเท่านั้น เช่น การใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ดในการพิมพ์เอกสาร การใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ในงานนำเสนอสำหรับการสอนหรือบรรยาย โดยสามารถกรอกข้อความ ตาราง ภาพ ภาพเคลื่อนไหวและเสียง ที่ช่วยดึงดูดให้ผู้ฟังสนใจตลอดเวลา การใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซลล์กรอกข้อมูล คำนวณ สร้างกราฟ และทำนายผลลัพธ์ของข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น 



สารสนเทศระดับบุคคล

2. ระดับกลุ่ม 

            ระดับของการเกี่ยวข้องกับสารสนเทศในระดับกลุ่มนั้น จะเป็นการที่กลุ่มของคนในองค์กรที่ต้องทำงานร่วมกันจะสร้างและใช้สารสนเทศร่วมกัน ซึ่งจะส่งเสริมการดำเนินงานของกลุ่มให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

        หลักการ คือ นำเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายระยะใกล้หรือระยะไกล ทำให้มีการใช้ทรัพยากร ได้แก่ ข้อมูลและอุปกรณ์เทคโนโลยีพื้นฐานร่วมกัน 


สารสนเทศระดับกลุ่ม

3. ระดับองค์กร 

            ระดับของการเกี่ยวข้องกับสารสนเทศในระดับองค์กรนั้น จะเป็นการที่แผนกต่าง ๆ ในองค์กร เช่น แผนการขายและการตลาด แผนการผลิต แผนกจัดซื้อ แผนกบุคคล แผนกการเงินและการบัญชี เป็นต้น มีการสร้างและส่งผ่านสารสนเทศจากแผนกหนึ่งไปยังอีกแผนกหนึ่งได้โดยสร้างสารสนเทศในรูปแบบรายงาน หรือกราฟเพื่อให้ผู้บริหารนำไปประกอบการตัดสินใจได้ 

        หลักการ คือ นำเครื่องคอมพิวเตอร์ของแผนกต่าง ๆ มาเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเพื่อให้เกิดการใช้ข้อมูลร่วมกัน 

        สิ่งที่สำคัญของระบบสารสนเทศระดับกลุ่มและระดับองค์กร คือ การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เป็นเครือข่ายทั้งภายในองค์กรและการเชื่อมโยงภายนอกองค์กร เพื่อให้มีการสื่อสารและส่งข้อมูลถึงกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ